✏️🔒

ห้องเรียนส่วนตัว ปอจู & กตัญญู

ใส่รหัสผ่านเพื่อเริ่มเรียน

🏠 กลับห้องเรียน · BASIC Science Test · SKILL ไร้เทียมทาน

✏️ การบ้าน · Quiz วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2570

🏷️ ตะลุยข้อสอบวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 27 · การบ้านจากเล่มจริง 4 ข้อ
📖 ห้องบทเรียน ✏️ ห้องการบ้าน
📖
เปิดหนังสือหน้า 257-258 ตามไปด้วยได้เลยนะคะ
✏️ การบ้านข้อ 1 — เมื่อดาวเคราะห์ A ดาวเคราะห์…
ข้อ 1
เมื่อดาวเคราะห์ A ดาวเคราะห์ B โลก และดวงอาทิตย์ อยู่ในระนาบเดียวกัน ดังนั้นคนบนโลกจะมีโอกาสเห็นดาวเคราะห์ A และดาวเคราะห์ B ที่ตำแหน่งดังรูป มีลักษณะใด (จากรูป ดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลาง วงโคจรชั้นในสุดมีดาวเคราะห์ A วงโคจรถัดมาคือโลก และวงโคจรชั้นนอกสุดคือดาวเคราะห์ B)
📝 ข้อนี้เป็นข้อเขียนตอบ ไม่มีตัวเลือก — ลองเขียนคำตอบเองก่อนแล้วค่อยดูเฉลยนะคะ
เฉลย: ดาวเคราะห์ A เป็นดาวเคราะห์วงใน จะมองเห็นได้เฉพาะช่วงเวลาสั้น ๆ ใกล้ดวงอาทิตย์ คือหัวค่ำทางทิศตะวันตกหรือเช้ามืดทางทิศตะวันออก มองไม่เห็นตอนกลางดึก และเห็นเป็นเสี้ยวเปลี่ยนรูปร่างได้คล้ายดวงจันทร์ · ส่วนดาวเคราะห์ B เป็นดาวเคราะห์วงนอก สามารถมองเห็นได้ตลอดทั้งคืน และเห็นเป็นดวงกลมเต็มดวง
อ่านรูปก่อน ดาวเคราะห์ A อยู่ในวงโคจรที่เล็กกว่าวงโคจรของโลก จึงเป็น 'ดาวเคราะห์วงใน' ส่วนดาวเคราะห์ B อยู่ในวงโคจรที่ใหญ่กว่าวงโคจรของโลก จึงเป็น 'ดาวเคราะห์วงนอก' · สำหรับดาวเคราะห์วงในอย่าง A เมื่อมองจากโลก ดาวดวงนี้จะอยู่ในทิศทางเดียวกับดวงอาทิตย์เสมอ ไม่เคยห่างจากดวงอาทิตย์มากนัก จึงเห็นได้เฉพาะตอนหัวค่ำหลังดวงอาทิตย์ตกทางขอบฟ้าตะวันตก หรือตอนเช้ามืดก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นทางขอบฟ้าตะวันออก และเวลาเที่ยงคืนจะไม่มีทางเห็นเลยเพราะดาวอยู่ใต้ขอบฟ้าพร้อมดวงอาทิตย์ นอกจากนี้ยังเห็นเป็นเสี้ยวเปลี่ยนแปลงคล้ายข้างขึ้นข้างแรมของดวงจันทร์ เพราะบางครั้งเราเห็นด้านที่ไม่ได้รับแสง · สำหรับดาวเคราะห์วงนอกอย่าง B เมื่อโลกอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับ B ดาว B จะขึ้นทางทิศตะวันออกตอนดวงอาทิตย์ตกพอดี และอยู่บนท้องฟ้าตลอดทั้งคืนจนตกทางตะวันตกตอนเช้า จึงเห็นได้ทั้งคืน และเห็นเป็นดวงกลมสว่างเต็มดวงเพราะเรามองจากด้านเดียวกับที่แสงอาทิตย์ส่อง
✅ เกณฑ์ให้คะแนน: ต้องแยกให้ได้ว่า A เป็นดาวเคราะห์วงใน (เห็นเฉพาะหัวค่ำ/เช้ามืด ใกล้ดวงอาทิตย์) และ B เป็นดาวเคราะห์วงนอก (เห็นได้ตลอดคืน) จึงได้คะแนนเต็ม
✏️ การบ้านข้อ 2 — จากรูปแสดงระบบย่อยอาหารของมน…
ข้อ 2
จากรูปแสดงระบบย่อยอาหารของมนุษย์ (E = ปาก, A = หลอดอาหาร, B = กระเพาะอาหาร, C = ลำไส้ใหญ่, D = ลำไส้เล็ก) หากนักเรียนรับประทานอาหารซึ่งประกอบไปด้วย ผัดกะเพราไก่ไข่ดาวที่ใช้น้ำมันรำข้าวในการปรุงอาหาร ข้าวสวย แตงกวาและน้ำเปล่า ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการย่อยอาหารที่นักเรียนคนดังกล่าวรับประทาน
1. ข้าวสวยและน้ำมันรำข้าวจะถูกย่อยครั้งแรกโดยเอนไซม์ที่โครงสร้าง E
2. ไก่และไข่ขาวจะถูกย่อยครั้งแรกโดยเอนไซม์ที่โครงสร้าง B
3. บริเวณ C มีการดูดซึมสารอาหารและน้ำ
4. บริเวณ D มีการย่อยอาหารทุกประเภท
เฉลย: ข้าวสวยและน้ำมันรำข้าวจะถูกย่อยครั้งแรกโดยเอนไซม์ที่โครงสร้าง E
ต้องรู้ก่อนว่าสารอาหารแต่ละชนิดเริ่มถูกย่อยที่ใด · แป้ง เริ่มย่อยที่ปาก โดยเอนไซม์อะไมเลสในน้ำลาย · โปรตีน เริ่มย่อยที่กระเพาะอาหาร โดยเอนไซม์เพปซินร่วมกับกรดไฮโดรคลอริก · ไขมัน เริ่มย่อยที่ลำไส้เล็ก โดยน้ำดีจากตับช่วยตีให้แตกตัวก่อน แล้วเอนไซม์ไลเปสจากตับอ่อนจึงย่อยต่อ · ตรวจทีละข้อ · ข้อ 1 ผิด เพราะข้าวสวยซึ่งเป็นแป้งย่อยที่ปากได้จริง แต่ 'น้ำมันรำข้าว' ซึ่งเป็นไขมันไม่ได้ถูกย่อยที่ปากเลย ไขมันจะเริ่มย่อยที่ลำไส้เล็ก การรวมทั้งสองอย่างไว้ด้วยกันจึงไม่ถูกต้อง → เป็นคำตอบ · ข้อ 2 ถูก ไก่และไข่ขาวเป็นโปรตีน เริ่มถูกย่อยครั้งแรกที่กระเพาะอาหาร (B) · ข้อ 3 ถูก ลำไส้ใหญ่ (C) ทำหน้าที่ดูดซึมน้ำ แร่ธาตุ และวิตามินบางชนิดที่แบคทีเรียสร้างขึ้น กลับเข้าสู่ร่างกาย · ข้อ 4 ถูก ลำไส้เล็ก (D) เป็นอวัยวะที่ย่อยอาหารได้ครบทุกประเภท ทั้งแป้ง โปรตีน และไขมัน ด้วยเอนไซม์จากผนังลำไส้เล็กและจากตับอ่อน
✏️ การบ้านข้อ 3 — การเปลี่ยนแปลงในข้อใด ไม่เกิ…
ข้อ 3
การเปลี่ยนแปลงในข้อใด ไม่เกิด สารผลิตภัณฑ์ใหม่ในระบบ
1) หยดกรดลงบนหินปูน
2) ผสมโซดาไฟกับน้ำ
3) แยกน้ำด้วยไฟฟ้า
4) ใส่ผงฟูลงในน้ำส้มสายชู
เฉลย: ผสมโซดาไฟกับน้ำ
โจทย์ถามหาข้อที่ 'ไม่เกิดสารใหม่' ซึ่งก็คือการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ · ข้อ 1 หยดกรดลงบนหินปูน หินปูนคือแคลเซียมคาร์บอเนต เมื่อเจอกรดจะเกิดปฏิกิริยาได้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ผุดเป็นฟองขึ้นมา พร้อมเกลือและน้ำ = เกิดสารใหม่ · ข้อ 2 ผสมโซดาไฟกับน้ำ เป็นการละลายของแข็งลงในน้ำ อนุภาคของโซดาไฟกระจายตัวในน้ำกลายเป็นสารละลาย แต่ยังคงเป็นโซดาไฟอยู่ ถ้าระเหยน้ำออกก็ได้โซดาไฟกลับคืนมา จึงไม่เกิดสารใหม่ = การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ → เป็นคำตอบ (แม้จะรู้สึกร้อนขึ้นมาก แต่เป็นความร้อนจากการละลาย ไม่ใช่จากการเกิดสารใหม่) · ข้อ 3 แยกน้ำด้วยไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าทำให้น้ำแตกตัวเป็นแก๊สไฮโดรเจนที่ขั้วหนึ่งและแก๊สออกซิเจนที่อีกขั้วหนึ่ง = เกิดสารใหม่สองชนิด · ข้อ 4 ใส่ผงฟูลงในน้ำส้มสายชู เกิดฟองแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์พุ่งขึ้นมาทันที = เกิดสารใหม่
✏️ การบ้านข้อ 4 — จากรูป แสดงแท่งแม่เหล็กที่วา…
ข้อ 4
จากรูป แสดงแท่งแม่เหล็กที่วางอยู่บนกระดาษขาว ขั้วเหนือและขั้วใต้ของแม่เหล็กถูกเขียนกำกับไว้เป็น N และ S · จุด A B C และ D แสดงตำแหน่ง 4 ตำแหน่งรอบแม่เหล็ก (A อยู่เหนือกึ่งกลางแท่งแม่เหล็ก · B อยู่ติดกับปลายขั้ว N ทางซ้าย · C อยู่ใต้แท่งแม่เหล็กค่อนไปทางซ้าย · D อยู่ใต้แท่งแม่เหล็กค่อนไปทางขวา) · ถ้าโรยผงตะไบเหล็กบนกระดาษอย่างทั่วถึงและเคาะเบา ๆ เมื่อเวลาผ่านไป 30 วินาที ตำแหน่งใดที่จะมีผงตะไบเหล็กหนาแน่นมากที่สุด
1. A
2. B
3. C
4. D
เฉลย: ตำแหน่ง B
หลักการคือ สนามแม่เหล็กมีความเข้มมากที่สุดบริเวณขั้วทั้งสองของแม่เหล็ก และอ่อนที่สุดบริเวณกึ่งกลางแท่ง เมื่อโรยผงตะไบเหล็กแล้วเคาะเบา ๆ ผงเหล็กจะเรียงตัวตามเส้นแรงแม่เหล็กและไปกระจุกตัวหนาแน่นที่สุดตรงบริเวณที่สนามเข้มที่สุด นั่นคือที่ขั้วแม่เหล็ก · ตำแหน่ง B อยู่ชิดกับปลายขั้วเหนือ (N) พอดี เป็นจุดที่เส้นแรงแม่เหล็กพุ่งออกมาหนาแน่นที่สุด ผงตะไบเหล็กจึงมาเกาะกระจุกกันมากที่สุดที่นี่ → ตอบข้อ 2 · ตัดข้อ 1 ตำแหน่ง A อยู่เหนือกึ่งกลางแท่งแม่เหล็ก ซึ่งเป็นบริเวณที่สนามแม่เหล็กอ่อนที่สุด เส้นแรงแม่เหล็กเบาบาง ผงเหล็กจึงเกาะน้อยที่สุด · ตัดข้อ 3 และ 4 ตำแหน่ง C และ D อยู่ใต้แท่งแม่เหล็กและห่างจากขั้วออกไปพอสมควร ยังพอมีเส้นแรงแม่เหล็กผ่าน แต่ความเข้มน้อยกว่าที่บริเวณขั้วโดยตรง ผงเหล็กจึงเกาะบางกว่าที่ B
🎉 ทำครบทุกข้อแล้ว! เก่งมากค่ะ
0:00 0:00 🔊 เสียงครู