✏️🔒

ห้องเรียนส่วนตัว ปอจู & กตัญญู

ใส่รหัสผ่านเพื่อเริ่มเรียน

🏠 กลับห้องเรียน · BASIC Science Test · SKILL ไร้เทียมทาน

✏️ การบ้าน · Quiz วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม 2570

🏷️ ตะลุยข้อสอบวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 32 · การบ้านจากเล่มจริง 4 ข้อ
📖 ห้องบทเรียน ✏️ ห้องการบ้าน
📖
เปิดหนังสือหน้า 302-303 ตามไปด้วยได้เลยนะคะ
✏️ การบ้านข้อ 1 — การแยกแก้วน้ำที่ซ้อนติดกันแน…
ข้อ 1
การแยกแก้วน้ำที่ซ้อนติดกันแน่นออกจากกัน ด้วยการแช่แก้วลงในน้ำร้อน เป็นการใช้ความรู้เรื่องใด
📝 ข้อนี้เป็นข้อเขียนตอบ ไม่มีตัวเลือก — ลองเขียนคำตอบเองก่อนแล้วค่อยดูเฉลยนะคะ
เฉลย: เรื่องการขยายตัวของวัตถุเมื่อได้รับความร้อน (การขยายตัวเนื่องจากความร้อน) โดยแก้วใบนอกได้รับความร้อนก่อนจึงขยายตัวมากกว่าแก้วใบใน ช่องว่างระหว่างแก้วสองใบจึงกว้างขึ้น ทำให้ดึงแยกออกจากกันได้
หลักการคือ สสารส่วนใหญ่จะขยายตัวเมื่อได้รับความร้อน เพราะอนุภาคได้รับพลังงานแล้วสั่นแรงขึ้นและอยู่ห่างกันมากขึ้น · เมื่อนำแก้วที่ซ้อนติดกันไปแช่ในน้ำร้อน แก้วใบนอกจะสัมผัสน้ำร้อนโดยตรงจึงได้รับความร้อนก่อนและมากกว่า · แก้วใบนอกจึงขยายตัวออกมากกว่าแก้วใบใน ทำให้ช่องว่างระหว่างแก้วสองใบเพิ่มขึ้น ความฝืดลดลง จึงดึงแยกออกจากกันได้ · เทคนิคที่ใช้ได้ผลดีขึ้นอีกคือ ใส่น้ำเย็นหรือน้ำแข็งลงในแก้วใบในพร้อมกัน เพื่อให้แก้วใบในหดตัวไปด้วย ช่องว่างจะยิ่งกว้างขึ้น · ข้อควรระวัง ต้องแช่ในน้ำร้อนไม่ใช่น้ำเดือดจัด และไม่ควรเปลี่ยนอุณหภูมิเร็วเกินไป เพราะแก้วอาจแตกร้าวจากการขยายตัวไม่เท่ากันระหว่างผิวนอกกับผิวใน · หลักการเดียวกันนี้ใช้อธิบายการเปิดฝาขวดโลหะที่ฝืดด้วยการอังน้ำร้อน และการเว้นช่องว่างระหว่างรางรถไฟด้วย
✅ เกณฑ์ให้คะแนน: ต้องตอบ 'การขยายตัวของวัตถุ/สสารเมื่อได้รับความร้อน' พร้อมอธิบายว่าแก้วใบนอกขยายตัวมากกว่า จึงหลุดออกจากกันได้
✏️ การบ้านข้อ 2 — ทำการศึกษาเรื่องแรงทางไฟฟ้าท…
ข้อ 2
ทำการศึกษาเรื่องแรงทางไฟฟ้าที่เกิดขึ้นระหว่างวัตถุทีละคู่ โดยวัตถุ A และ B เดิมเป็นกลางทางไฟฟ้า มีขั้นตอนการทดลองดังนี้ 1. นำวัตถุ A และ B มาขัดถูกันอย่างต่อเนื่อง 2. จากนั้นเลื่อนวัตถุ A เข้าใกล้วัตถุ C และสังเกตการเคลื่อนที่ของวัตถุทั้งสอง 3. ทำซ้ำข้อ 2 โดยเปลี่ยนจากวัตถุ C เป็นวัตถุ D · ผลการทดลอง เลื่อนวัตถุ A เข้าใกล้วัตถุ C แล้ววัตถุ A และ C พยายามเคลื่อนที่เข้าหากัน · เลื่อนวัตถุ A เข้าใกล้วัตถุ D แล้ววัตถุ A และ D พยายามเคลื่อนที่ออกจากกัน · ข้อใดกล่าวถูกต้อง
1. วัตถุ A และ B เป็นตัวนำไฟฟ้าทั้งคู่
2. ขณะขัดถูวัตถุ A และ B อย่างต่อเนื่อง วัตถุ A จะถ่ายเทประจุบวกให้กับวัตถุ B
3. ภายหลังการขัดถู ถ้าวัตถุ A มีประจุบวก วัตถุ C จะมีประจุบวก แต่วัตถุ D จะมีประจุลบ
4. ภายหลังการขัดถู ถ้าวัตถุ A มีประจุลบ วัตถุ C จะมีประจุบวก แต่วัตถุ D จะมีประจุลบ
เฉลย: ภายหลังการขัดถู ถ้าวัตถุ A มีประจุลบ วัตถุ C จะมีประจุบวก แต่วัตถุ D จะมีประจุลบ
กฎที่ต้องใช้คือ ประจุชนิดเดียวกันผลักกัน ประจุต่างชนิดกันดูดกัน · จากผลการทดลอง A กับ C ดูดกัน แสดงว่ามีประจุต่างชนิดกัน · A กับ D ผลักกัน แสดงว่ามีประจุชนิดเดียวกัน · ตรวจทีละตัวเลือก · ข้อ 1 ผิด วัตถุที่ทำให้เกิดประจุไฟฟ้าด้วยการขัดถูได้ต้องเป็นฉนวน เพราะประจุที่เกิดขึ้นจะค้างอยู่กับที่ ถ้าเป็นตัวนำประจุจะไหลถ่ายเทออกไปหมดจนไม่แสดงอำนาจไฟฟ้า · ข้อ 2 ผิด ในการขัดถู สิ่งที่ถ่ายเทระหว่างวัตถุคือ 'อิเล็กตรอน' ซึ่งเป็นประจุลบ ไม่ใช่ประจุบวก โปรตอนอยู่ในนิวเคลียสจึงเคลื่อนย้ายไม่ได้ วัตถุที่เสียอิเล็กตรอนจะมีประจุบวก ส่วนวัตถุที่รับอิเล็กตรอนจะมีประจุลบ · ข้อ 3 ผิด ถ้า A เป็นบวก C ที่ดูดกับ A ต้องเป็นลบ ไม่ใช่บวก และ D ที่ผลักกับ A ต้องเป็นบวก ไม่ใช่ลบ กลับกันทั้งคู่ · ข้อ 4 ถูก ถ้า A เป็นลบ C ที่ดูดกับ A ต้องมีประจุต่างชนิดคือบวก ตรงตามข้อความ และ D ที่ผลักกับ A ต้องมีประจุชนิดเดียวกันคือลบ ตรงตามข้อความเช่นกัน → เป็นคำตอบ
✏️ การบ้านข้อ 3 — นักดาราศาสตร์ในสมัยโบราณแตกต…
ข้อ 3
นักดาราศาสตร์ในสมัยโบราณแตกต่างจากนักดาราศาสตร์ในปัจจุบันอย่างไร
1. นักดาราศาสตร์ในปัจจุบันไม่ได้สังเกตดวงดาว
2. นักดาราศาสตร์ในปัจจุบันไม่ได้ใส่ใจกับการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์และดวงดาวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
3. นักดาราศาสตร์ในสมัยโบราณสังเกตเห็นดวงดาวแตกต่างจากนักดาราศาสตร์ในปัจจุบัน
4. นักดาราศาสตร์ในสมัยโบราณได้รวมความเชื่อทางศาสนาและสุนทรียศาสตร์ไว้ในแบบจำลองทางดาราศาสตร์ของพวกเขา
เฉลย: นักดาราศาสตร์ในสมัยโบราณได้รวมความเชื่อทางศาสนาและสุนทรียศาสตร์ไว้ในแบบจำลองทางดาราศาสตร์ของพวกเขา
ความแตกต่างที่แท้จริงระหว่างดาราศาสตร์สมัยโบราณกับปัจจุบัน อยู่ที่ 'วิธีคิดและการสร้างคำอธิบาย' ไม่ใช่ตัวดวงดาวที่มองเห็น · นักดาราศาสตร์โบราณสังเกตท้องฟ้าอย่างละเอียดและแม่นยำมาก แต่เมื่อสร้างแบบจำลองอธิบายสิ่งที่เห็น มักนำความเชื่อทางศาสนา ความศักดิ์สิทธิ์ และความงามเชิงอุดมคติเข้ามาผสม เช่น เชื่อว่าวัตถุท้องฟ้าต้องเคลื่อนที่เป็นวงกลมสมบูรณ์เพราะวงกลมคือรูปทรงที่สมบูรณ์แบบที่สุด และเชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล → ข้อ 4 ถูกต้อง · ส่วนนักดาราศาสตร์ปัจจุบันใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คือสังเกต ตั้งสมมติฐาน ทดสอบด้วยข้อมูลและการคำนวณ และพร้อมแก้ไขทฤษฎีเมื่อมีหลักฐานใหม่ · ตัดข้อ 1 ผิดชัดเจน นักดาราศาสตร์ปัจจุบันยังสังเกตดวงดาวอยู่ และทำได้ละเอียดกว่าเดิมมากด้วยกล้องโทรทรรศน์และดาวเทียม · ตัดข้อ 2 ผิด การเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์และดวงดาวยังเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญที่ใช้ศึกษาอยู่ · ตัดข้อ 3 ผิด ดวงดาวบนท้องฟ้าเป็นดวงเดียวกัน คนโบราณกับคนปัจจุบันจึงเห็นดาวชุดเดียวกัน ต่างกันที่เครื่องมือและคำอธิบายเท่านั้น
✏️ การบ้านข้อ 4 — พิจารณาแผนภาพสายใยอาหารของระ…
ข้อ 4
พิจารณาแผนภาพสายใยอาหารของระบบนิเวศแห่งหนึ่ง โดยมีอักษร A B C D และ E แทนสิ่งมีชีวิต (ลูกศรจาก A ไป E, A ไป B, A ไป D, A ไป C และลูกศรจาก B ไป E) ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้อง
1. D คือ ผู้บริโภคทั้งพืช และสัตว์อื่นเป็นอาหาร
2. เมื่อจำนวนสิ่งมีชีวิต E ลดลง จะมีผลทำให้สิ่งมีชีวิต C และ D เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
3. E จะได้รับพลังงานสะสมสูงสุด 75 kcal เมื่อ A มีพลังงานสะสมในเนื้อเยื่อ 750 kcal
4. ในสายใยอาหารนี้มีจำนวนห่วงโซ่อาหาร 4 ห่วงโซ่ และมีจำนวนระดับขั้นของสิ่งมีชีวิตที่มากที่สุด 5 ระดับขั้น
เฉลย: ข้อ 1 (ข้อ 4 ก็ผิดด้วย ถ้าหนูตอบ 4 ครูก็ให้ถูกนะคะ)
อ่านแผนภาพก่อนนะคะ ลูกศรในสายใยอาหารชี้จากผู้ถูกกินไปหาผู้กิน ในภาพมีลูกศรจาก A ไป B, A ไป C, A ไป D, A ไป E และจาก B ไป E
แปลว่า A ไม่ได้กินใครเลยแต่ถูกทุกตัวกิน A จึงเป็นผู้ผลิต ส่วน B C และ D กิน A อย่างเดียว ทั้งสามตัวจึงเป็นผู้บริโภคพืช และ E กินทั้ง A ซึ่งเป็นพืช และกิน B ซึ่งเป็นสัตว์ E จึงเป็นผู้บริโภคทั้งพืชและสัตว์
ตรวจทีละตัวเลือก ข้อ 1 กล่าวไม่ถูกต้อง เพราะ D กินแค่ A ซึ่งเป็นผู้ผลิต D จึงเป็นผู้บริโภคพืชเท่านั้น ข้อความนี้ที่จริงตรงกับ E ไม่ใช่ D เป็นการสลับตัวอักษร
ข้อ 2 ถูก เมื่อ E ลดลง A ที่เคยถูก E กินก็เหลือมากขึ้น C และ D ซึ่งกิน A จึงมีอาหารมากขึ้นและเพิ่มจำนวนตามไปด้วย
ข้อ 3 ถูก ตามกฎการถ่ายทอดพลังงานร้อยละ 10 ถ้า A มีพลังงานสะสม 750 กิโลแคลอรี ตัวที่กิน A ต่อจะได้รับสูงสุดร้อยละ 10 คือ 75 กิโลแคลอรี ซึ่ง E กิน A ได้โดยตรง จึงได้รับสูงสุด 75 กิโลแคลอรี
ข้อ 4 ครึ่งแรกถูก คือมีห่วงโซ่อาหาร 4 ห่วงโซ่ ได้แก่ A ไป C, A ไป D, A ไป E และ A ไป B ไป E แต่ครึ่งหลังผิด เพราะห่วงโซ่ที่ยาวที่สุดคือ A ไป B ไป E ซึ่งมีเพียง 3 ระดับขั้น ไม่ใช่ 5 ระดับขั้น จำง่าย ๆ ว่าในแผนภาพมีสิ่งมีชีวิต 5 ตัว แต่จำนวนตัวไม่เท่ากับจำนวนระดับขั้นนะคะ ต้องนับตามสายที่ยาวที่สุด
สรุปคือข้อสอบข้อนี้พิมพ์ตัวเลือกที่ผิดมา 2 ข้อ ครูให้ยึดข้อ 1 เป็นคำตอบหลัก เพราะเป็นการอ่านแผนภาพผิดตรง ๆ ซึ่งเป็นแก่นของเรื่องสายใยอาหาร แต่ถ้าหนูตอบข้อ 4 แล้วนับระดับขั้นได้ถูกว่ามี 3 ระดับ ก็ถือว่าถูกและเก่งมากค่ะ
🎉 ทำครบทุกข้อแล้ว! เก่งมากค่ะ
0:00 0:00 🔊 เสียงครู